ในแวดวงอุตสาหกรรม งานซ่อมบำรุงรถยนต์ และงานก่อสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ เครื่องมือประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการจัดการกับน็อตและสกรูขนาดใหญ่คือเครื่องมือที่ช่างทั่วไปนิยมเรียกว่า บล็อกกระแทก (Impact Wrench) แต่สำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้นศึกษาหรือต้องการเลือกซื้อเครื่องมือชนิดนี้อย่างจริงจัง อาจเกิดคำถามว่า บล็อกกระแทก คืออะไรกันแน่? มีหลักการทำงานที่แตกต่างจากสว่านทั่วไปอย่างไร และทำไมถึงเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ในอู่ซ่อมรถและไซต์งานก่อสร้าง

 

บทความนี้เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกทุกรายละเอียดทางเทคนิคของบล็อกกระแทก ตั้งแต่กลไกภายในไปจนถึงการเลือกใช้งานให้เหมาะสมกับประเภทงาน เพื่อให้คุณเข้าใจเครื่องมือชิ้นนี้และเลือกซื้อได้อย่างเหมาะสมที่สุด

 


 

บล็อกกระแทก คืออะไร?

 

บล็อกกระแทก คือ เครื่องมือช่างที่ถูกออกแบบมาเพื่อส่งแรงบิด (Torque) ในระดับสูงมาก เพื่อใช้ในการขันให้แน่นหรือใช้ในการคลายสกรูที่ติดแน่น สนิมเกาะ หรือผ่านกาลเวลามานานจนไม่สามารถขันออกด้วยแรงมือปกติหรือประแจทั่วไปได้

 

บล็อกกระแทก ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Impact Wrench (ที่แปลว่า ประแจกระแทก) แต่ในภาษาไทยถูกเรียกว่า “บล็อกกระแทก” หรือ “บล็อก” โดยมีข้อสันนิษฐานว่ามีที่มาจากลักษณะของหัวจับลูกบล็อก (Socket) ที่เป็นทรงกระบอกสวมครอบหัวน็อต หรืออาจเพี้ยนมาจากคำว่า “Block” ในความหมายของการล็อกให้แน่น

 

อย่างไรก็ตาม ในทางเทคนิคแล้วสิ่งที่อธิบายการทำงานของเครื่องมือชนิดนี้ได้ดีที่สุดคือคำว่า “กระแทก” (Impact) เพราะมันคือหลักการทำงานของบล็อกกระแทก ที่ทำงานด้วยกลไกการกระแทกซ้ำ ๆ ด้วยความเร็วสูง เพื่อสร้างแรงบิดมหาศาลในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ คล้ายกับการใช้ค้อนทุบก้านประแจขณะขันน็อต แต่เกิดขึ้นด้วยความถี่ที่รวดเร็วกว่ามาก ในระดับหลายพันครั้งในเวลา 1 นาที

 

บล็อกกระแทกจึงมีความโดดเด่นในเรื่องของการให้แรงบิดที่สูงกว่าสว่านทั่วไปและสว่านไขควงกระแทกหลายเท่าตัว และมีลักษณะหัวจับเป็นแกนสี่เหลี่ยม (Square Drive) เพื่อรองรับลูกบล็อกขนาดต่าง ๆ ทำให้งานที่เหมาะสมกับบล็อกกระแทกจึงเป็นงานที่ต้องการพละกำลังสูง เช่น การถอดล้อรถยนต์ การประกอบโครงสร้างเหล็ก หรือการซ่อมบำรุงเครื่องจักรหนัก ซึ่งเป็นงานที่เครื่องมือช่างทั่วไปไม่สามารถทำได้ หรือทำได้แต่ต้องใช้แรงกายและเวลามากเกินความจำเป็น

 


 

บล็อกกระแทก มีกลไกอย่างไร

 

ด้วยหน้าตาของบล็อกกระแทกที่คล้ายสว่านมาก ทำให้ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือการคิดว่าบล็อกกระแทกทำงานเหมือนสว่านที่หมุนด้วยความเร็วสูงเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง หัวใจสำคัญที่ทำให้บล็อกกระแทกสามารถสร้างแรงบิดระดับ 1,000 นิวตันเมตร (Nm) ขึ้นไปได้นั้น อยู่ที่กลไกภายในที่เรียกว่า กลไกค้อนและทั่ง (Hammer and Anvil Mechanism) ซึ่งมีการทำงานที่ซับซ้อนและแตกต่างกันไปตามแหล่งพลังงาน

 

กลไกของบล็อกลม

 

บล็อกลม คือ บล็อกกระแทกรูปแบบดั้งเดิมและยังคงได้รับความนิยมสูงสุดในอู่ซ่อมรถยนต์ โดยการทำงานของบล็อกลมนั้นจะเริ่มต้นจากแรงดันลมที่ถูกส่งมาจากปั๊มลม เข้าสู่มอเตอร์ลม (Air Motor) ภายในตัวเครื่อง ซึ่งมักจะเป็นมอเตอร์แบบใบพัด (Vane Motor)

 

แรงดันลมจะผลักให้ใบพัดมอเตอร์ลมหมุนด้วยความเร็วสูง การหมุนนี้จะถูกส่งต่อไปยังชุดค้อน (Hammer Cage) ที่ครอบอยู่บนแกนเพลาขับ (Anvil) เมื่อมีแรงต้านที่หัวน็อต (เช่น น็อตเริ่มแน่น) ชุดค้อนจะถูกเหวี่ยงและกระแทกเข้ากับแกนเพลาขับอย่างรุนแรงเป็นจังหวะ การกระแทกนี้คือการเปลี่ยนพลังงานจลน์จากการหมุนให้กลายเป็นแรงบิดกระแทกแบบฉับพลัน ทำให้สามารถไขน็อตที่แน่นมาก ๆ ออกได้ โดยที่ผู้ใช้งานแทบจะไม่รู้สึกถึงแรงบิดสะท้อนกลับมาที่ข้อมือมากนัก เพราะแรงบิดเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สั้นมาก

 

กลไกของบล็อกไฟฟ้า และ บล็อกไร้สาย

 

สำหรับบล็อกไฟฟ้าที่ใช้พลังงานสายไฟฟ้า และบล็อกไร้สายที่ใช้พลังงานแบตเตอรี่ หลักการพื้นฐานยังคงเหมือนกันคือการใช้ค้อนกระแทกทั่งเช่นเกียวกับบล็อกลม แตกต่างกันเพียงแหล่งพลังงาน

 

โดยมอเตอร์ไฟฟ้าจะหมุนขับเคลื่อนชุดเฟืองทดรอบเพื่อเพิ่มแรงบิดเบื้องต้น ก่อนจะส่งกำลังไปยังกลไกกระแทก ซึ่งมักจะประกอบด้วยสปริงขนาดใหญ่และชุดค้อน เมื่อแกนเพลาเจอแรงต้านจากการขัน สปริงจะถูกบีบอัดให้หดตัวลง การหดตัวนี้จะดึงค้อน (Hammer) ให้ถอยหลังออกมาจนหลุดจากเขี้ยวของแกนเพลาและสะสมพลังงานศักย์ไว้

 

เมื่อถึงจุดที่กลไกปลดล็อก พลังงานศักย์ที่สะสมในสปริงจะถูกปลดปล่อยออกมา สปริงจะดีดตัวส่งแรงให้ค้อนกระแทกกับทั่ง (Anvil) อย่างรุนแรง ซึ่งกระบวนการ “หมุน-ถอย-ดีด-กระแทก” นี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหลายพันครั้งต่อนาที ทำให้เกิดแรงบิดมหาศาลที่สามารถไขน็อตล้อรถยนต์ออกได้ภายในไม่กี่วินาที

 


 

งานแบบไหนต้องการบล็อกกระแทก

 

บล็อกกระแทกถูกออกแบบมาเพื่องานเฉพาะทางที่เน้นแรงบิดสูง และการจัดการกับจุดยึดที่แน่นหนา งานที่เหมาะสมจึงเป็นงานที่มีลักษณะ ดังนี้

 

  • งานยานยนต์ เป็นหน้าที่หลักของบล็อกกระแทก โดยเฉพาะการถอดและใส่น็อตล้อรถยนต์ ซึ่งต้องการแรงบิดที่สูงและสม่ำเสมอ รวมถึงการซ่อมช่วงล่างรถยนต์ การถอดน็อตเพลาขับ หรือชิ้นส่วนเครื่องยนต์ที่มีสนิมจับแน่น
  • งานโครงสร้างและก่อสร้าง ในการขันน็อตยึดเสาเหล็ก คาน หรือโครงสร้างอาคารขนาดใหญ่ จำเป็นต้องใช้บล็อกกระแทกเพื่อให้แน่ใจว่าน็อตทุกตัวถูกขันจนแน่นตามมาตรฐานความปลอดภัย นอกจากนี้ยังรวมถึงการใช้งานกับสกรูหัวบล็อกขนาดใหญ่สำหรับงานไม้โครงสร้าง
  • งานซ่อมบำรุงเครื่องจักรอุตสาหกรรม เครื่องจักรเหล่านี้มักยึดด้วยน็อตขนาดใหญ่ที่มีแรงตึงสูง บล็อกกระแทกช่วยให้เจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุงสามารถถอดประกอบชิ้นส่วนเพื่อซ่อมแซมได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งหมายถึง Downtime ของเครื่องจักรที่ลดลง
  • งานประกอบเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่หรือเครื่องเล่นสนาม แม้จะไม่ใช่งานหนักเท่าอุตสาหกรรม แต่การประกอบชิ้นส่วนจำนวนมากที่ใช้น็อตเบอร์ใหญ่ บล็อกกระแทกจะช่วยทุ่นแรงและเวลาได้มหาศาล

 

ในทางกลับกัน ลักษณะของงานที่ไม่เหมาะกับบล็อกกระแทกคืองานที่ต้องการความละเอียดอ่อน หรือชิ้นงานที่มีขนาดเล็ก งานเหล่านี้ไม่ควรใช้บล็อกกระแทกเด็ดขาด เช่น การขันน็อตยึดแผงวงจร การประกอบเฟอร์นิเจอร์ไม้ปาติเกิลที่บอบบาง หรือน็อตขนาดเล็กกว่า 10 มิลลิเมตร (M6 ลงไป) เพราะแรงกระแทกที่รุนแรงอาจทำให้น็อตขาดเกลียวหวาน หรือชิ้นงานแตกเสียหายได้ทันที สำหรับงานเหล่านี้สว่านไขควงจะเหมาะสมกว่า

 


 

บล็อกกระแทก แบบไหนดีกับคุณ?

 

เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่างานของคุณจำเป็นต้องใช้บล็อกกระแทก คำถามต่อมาคือควรเลือกใช้ระบบขับเคลื่อนแบบใด จากทั้งบล็อกกระแทกทั้ง 3 ประเภท โดยแต่ละประเภทมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่ตอบโจทย์ผู้ใช้คนละกลุ่ม ดังนี้

 

บล็อกลม (Pneumatic Impact Wrench)

 

บล็อกลมใช้พลังงานลมจากปั๊มลม (Air Compressor) ทำให้ข้อจำกัดอันดับแรกคือการที่ไม่สามารถพกพาไปใช้นอกสถานที่ได้สะดวก เพราะต้องลากสายลมและต้องมีปั๊มลม รวมถึงจำเป็นต้องมีปั๊มลม

 

แต่ข้อดีของบล็อกลมคือการที่มีความทนทานสูงมาก กลไกภายในไม่ซับซ้อน ทนต่อสภาพแวดล้อมที่เลอะเทอะหรือเปียกชื้นได้ดี น้ำหนักเบาเมื่อเทียบกับพละกำลังเพราะไม่มีมอเตอร์และแบตเตอรี่ในตัว ราคาตัวเครื่องจึงอยู่ในระดับที่ไม่แพงมากเมื่อเทียบกับบล็อกไฟฟ้าและบล็อกไร้สายที่มีสเป็กใกล้เคียงกัน

 

บล็อกลมจึงเหมาะกับอู่ซ่อมรถยนต์และโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องทำงานหนักตลอดเวลา หรือผู้ที่มีระบบปั๊มลมขนาดใหญ่อยู่แล้ว เนื่องจากต้องใช้ปริมาณลมที่สูงและต่อเนื่อง

 

บล็อกไฟฟ้า (Corded Electric Impact Wrench)

 

บล็อกไฟฟ้าใช้แหล่งพลังงานจากไฟฟ้ากระแสสลับ ทำให้การใช้งานบล็อกไฟฟ้าต้องเสียบไฟบ้านอยู่ตลอดเวลา ซึ่งส่งผลให้มีความคล่องตัวต่ำในการใช้งานเช่นเดียวกับปั๊มลม สายไฟอาจเกะกะการทำงาน และจำกัดระยะการทำงาน และตัวเครื่องมักมีน้ำหนักมากกว่าบล็อกลม (แต่เบากว่าบล็อกไฟฟ้าไร้สาย)

 

แต่สะดวกกว่าในการที่สามารถใช้งานได้ทันทีที่มีปลั๊กไฟ ให้กำลังคงที่ตลอดเวลาไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดหรือลมตก บำรุงรักษาง่าย ทำให้บล็อกไฟฟ้าเหมาะกับงานในเวิร์กช็อป งาน DIY ในบ้าน หรืองานอุตสาหกรรมที่อยู่กับที่และต้องการความต่อเนื่องของงานสูง

 

บล็อกไร้สาย (Cordless Impact Wrench)

 

บล็อกไร้สาย เป็นบล็อกกระแทกประเภทที่สามารถใช้งานได้อย่างคล่องตัวที่สุด ใช้งานได้ทุกที่แม้ไม่มีไฟฟ้าหรือปั๊มลม เทคโนโลยีปัจจุบันให้แรงบิดทัดเทียมหรือสูงกว่าบล็อกลมในบางรุ่น มีฟีเจอร์ทันสมัยเช่นไฟ LED หรือโหมดปรับแรงบิด

 

ด้วยความสะดวกของแหล่งพลังงานจากแบตเตอรี่ Lithium-ion ทำให้บล็อกไร้สายเหมาะกับช่างซ่อมรถนอกสถานที่ ทีมกู้ภัย ไซต์งานก่อสร้างที่ยังไม่มีระบบไฟ และผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการความสะดวกสบาย

 

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดที่สำคัญของบล็อกไร้สายคือเป็นบล็อกกระแทกประเภทที่ราคาสูงที่สุด (เมื่อรวมค่าแบตเตอรี่และแท่นชาร์จ) น้ำหนักตัวเครื่องรวมแบตเตอรี่ค่อนข้างมาก และต้องบริหารการชาร์จแบตเตอรี่ให้ดี

 


 

วิธีเลือกซื้อบล็อกกระแทก

 

เมื่อทราบประเภทที่ต้องการแล้ว ลำดับต่อมาคือการเจาะจงเลือกรุ่นที่ใช่สำหรับงานของคุณด้วยข้อมูลทางเทคนิคที่สำคัญ เพื่อให้ได้เครื่องมือที่คุ้มค่าและรองรับงานได้จริง ซึ่งข้อมูลที่คุณต้องเข้าใจ ได้แก่

 

แรงบิด (Torque)

 

แรงบิด (Torque) คือค่าที่สำคัญที่สุด มีหน่วยวัดเป็นนิวตัน-เมตร (N.m) หรือ ฟุต-ปอนด์ (ft-lbs) โดยคุณจะต้องดูค่าแรงบิดสองประเภทคือ แรงบิดขันเข้า และ แรงบิดคลายออก ซึ่งปกติแรงบิดคลายออกจะมีค่าสูงกว่า

 

  • สำหรับงานเบา เช่น งานซ่อมมอเตอร์ไซค์ ขันน็อตล้อรถยนต์ขนาดเล็ก (Eco Car) งานประกอบเฟอร์นิเจอร์เหล็ก หรือเครื่องยนต์ขนาดเล็ก ต้องการแรงบิดของบล็อกกระแทกประมาณ 100 – 250 N.m
  • สำหรับงานทั่วไปและงานยานยนต์ ต้องการแรงบิดช่วง 300 – 600 N.m ที่สามารถครอบคลุมได้ทั้งการถอดล้อรถเก๋ง รถกระบะ รถ SUV งานช่วงล่าง ระบบเบรก และงานซ่อมบำรุงทั่วไปในโรงงาน
  • สำหรับงานหนัก อย่างงานซ่อมรถบรรทุก รถแทรกเตอร์ โครงสร้างสะพาน หรือน็อตล้อรถกระบะที่มีการดัดแปลงและขันมาแน่นผิดปกติ จะต้องการบล็อกกระแทกที่แรงบิดสูงกว่า 800 – 1,000 N.m ขึ้นไป แต่มีข้อควรระวังคือเครื่องมือในกลุ่มนี้จะมีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก และมีแรงกระแทกรุนแรง ผู้ใช้ต้องมีความชำนาญในการประคองเครื่องมือเพื่อไม่ให้เกิดการสะบัดจนข้อมือบาดเจ็บ

 

สิ่งที่ควรรู้คือแรงบิดมาพร้อมกับน้ำหนักที่มากขึ้น ซึ่งน้ำหนักเป็นสิ่งที่มีผลต่อความเมื่อยล้า หากต้องใช้งานอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นคุณจึงควรรุ่นที่สมดุลระหว่างความเพียงพอต่อการใช้งานกับน้ำหนักเป็นลำดับแรก ๆ

 

ขนาดแกนจับลูกบล็อก

 

ขนาดแกนจับลูกบล็อกเป็นตัวกำหนดขนาดของน็อตที่รองรับได้ ขนาดที่นิยมที่สุดคือ 1/2 นิ้ว (4 หุน) ซึ่งเป็นมาตรฐานกลางที่ครอบคลุมงานรถยนต์เกือบทั้งหมด ตั้งแต่รถเก๋งไปจนถึงรถกระบะ ส่วนขนาด 3/4 นิ้ว (6 หุน) และ 1 นิ้ว จะใช้ในงานรถบรรทุกสิบล้อและเครื่องจักรหนัก หากคุณเป็นช่างทั่วไป ขนาด 1/2 นิ้ว คือขนาดที่ควรมีเป็นตัวแรก

 

RPM และ IPM

 

IPM (Impacts Per Minute) คือ อัตรากระแทก ใช้แสดงจำนวนครั้งที่ค้อนกระแทกทั่งในหนึ่งนาที ยิ่งค่านี้สูงงานยิ่งเสร็จเร็วและช่วยดันน็อตที่แน่นให้ออกได้ง่ายขึ้น

 

RPM (Revolutions Per Minute) คือ ความเร็วรอบ เป็นความเร็วในการหมุนเปล่าของมอเตอร์ ค่าที่สูงช่วยให้ขันน็อตเกลียวยาว ๆ ได้รวดเร็ว แต่ต้องระวังไม่ให้เร็วเกินไปจนคุมยาก

 


 

รู้หรือไม่? เบื้องหลังความเร็วใน Pit Stop ของ F1 คือบล็อกลม

 

หากคุณเคยชมการแข่งขันรถสูตรหนึ่ง (Formula 1 หรือ F1) คุณคงตื่นตากับการเข้า Pit Stop ที่ใช้เวลาเพียง 2-3 วินาทีในการเปลี่ยนยางทั้ง 4 เส้น ความเร็วระดับนี้เกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากบล็อกลมชนิดพิเศษที่เรียกว่า Wheel Gun ซึ่งมีความเร็วรอบสูงกว่า 10,000 RPM และให้แรงบิดมหาศาล เพื่อถอดและใส่น็อตล้อเพียงตัวเดียว (Center Lock Nut) ภายในเวลาไม่ถึง 2 วินาที

 

การใช้บล็อกลมทำให้ทีมงาน Pit Crew สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วที่สุดเพราะไม่มีน้ำหนักของแบตเตอรี่มาถ่วง และมีความเสถียรสูงกว่าเพราะระบบลมไม่มีความร้อนสะสมที่ตัวปืนมากเท่าระบบไฟฟ้าเมื่อต้องทำงานหนักต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ บล็อกกระแทกของ F1 นั้นไม่ได้ใช้ลมจากปั๊มลมทั่วไป แต่ใช้ก๊าซอย่างไนโตรเจนและฮีเลียม ที่มีแรงดันสูงถึง 30 Bar (มากกว่าปั๊มลมตามอู่ทั่วไปถึง 3-4 เท่า) เพื่อขับเคลื่อนกลไกให้ทำงานด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นอกจากนี้ยังมีระบบเซ็นเซอร์ที่ส่งสัญญาณไฟแจ้งเตือนเมื่อน็อตถูกขันแน่นได้ค่าที่กำหนดแล้ว ช่วยให้นักแข่งสามารถออกตัวได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลว่าล้อจะหลุด

 


 

ท้ายที่สุด การเลือกเครื่องมือที่ใช่จะช่วยให้งานช่างของคุณง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น และถ้าหากคุณกำลังมองหาบล็อกกระแทกที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงได้อย่างครอบคลุม ทั้งบล็อกลมสำหรับงานหนัก บล็อกไฟฟ้าที่เน้นความต่อเนื่อง หรือบล็อกไร้สายที่ให้ความคล่องตัวสูงสุด เราขอแนะนำ บล็อกกระแทก SUMO อีกหนึ่งแบรนด์ไทยคุณภาพระดับอุตสาหกรรมที่ช่างมืออาชีพไว้วางใจ พร้อมลุยไปกับคุณในทุกหน้างานครับ